
ความเป็นมาของคริสตจักรตรัง
จังหวัดตรังเป็นหัวเมืองอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีประชากร หลายพวกหลายเหล่ามาอาศัยอยู่ ได้แก่คนอินเดีย คนมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้อยู่รวมตัวกันเป็นหมู่บ้านตามอำเภอต่าง ๆ มีสุเหร่าหลายแห่ง เพื่อประกอบศาสนพิธี และศาสนกิจ มีอาชีพทำสวนยาง สวนพริกไทย การประมง เล็ก ๆ น้อย ๆ คนจีนเดินทางเรือจากประเทศจีนเข้ามาทางแม่น้ำตรัง จะมาขึ้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียก “ท่าจีน” คนจีนเหล่านั้นพูดภาษาต่างกันตามเผ่าของเขา เช่น จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง ฯลฯ คนจีนส่วนใหญ่ทำการค้าขาย จึงทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดตรังอยู่ในมือคนจีนเป็นส่วนใหญ่ ฐานะการเงินของจังหวัดตรังอยู่ในระดับที่ดี มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เช่น ในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นเจ้าเมืองตรัง ชาวตรังค้าขายกับชาวปีนัง ประเทศมาเลเซีย และกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะท่านเจ้าเมืองเองมีบรรพบุรุษ และญาติพี่น้อง อยู่ในประเทศจีน ชาวจีนที่มาอยู่นับถือพุทธศาสนาบ้าง ศาสนาเต๋าบ้าง และยังมีลัทธิอื่น ๆ มากมาย แต่ยังไม่มีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในจังหวัดตรัง จน Mr. John Carrington ซึ่งทำงานกับสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกัน (Ameriean Bible) มาจังหวัดตรัง
ค.ศ. 1905 Dr. & Mrs.Gugene P. Dunlop มาเที่ยวจังหวัดตรังและได้รับมอบเงินจำนวน 3,000 ดอลล่าห์ จากข้าหลวงเมืองตรังเพื่อสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง จังหวัดตรัง
Dr. G.P. Dunlop จึงมีเสนอให้คณะมิชชั่นนารี มาเปิดสถานประกาศที่ตำบล ทับเที่ยง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการประกาศคริสต์ศาสนาในจังหวัดตรังของมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน
ค.ศ. 1906 Dr. Dunlop สำรวจที่ดินและมีโครงการจะก่อสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง
วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 คณะมิชชั่นนารีอเมริกัน เปิดสถานีประกาศทับเที่ยง มี Dr. L.C. Bulkley ประจำสถานประกาศจนการสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง และบ้านพักหมอเกือบเสร็จแล้ว ครอบครัว Dulop ต้องเดินทางไปสถานประกาศที่สิงคโปร์ ปีนัง และที่กันตัง ส่วน Bulkley ต้องเดินทางไปดูแลครอบครัว คริสเตียนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัว Dunlopและครอบครัว Bulkley ต้องอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ซึ่งมีเพียง 3 ห้องและมีการนมัสการในบ้านหลังนั้นเป็นเวลา 7 เดือน จนครอบครัว Dunlop ได้บ้านหลังใหม่
30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 (ศก.131) คณะมิชชั่นนารีใช้ห้องประชุม (Chape) ของโรงพยาบาลทับเที่ยง เป็นที่ประชุมศิษย์ของพระเยซู (ชื่อตามบันทึกของ Dr. G.p. Dunlop) และตั้งคริสตจักรตรังเป็นครั้งแรกเรียกว่า คริสตจักรทับเที่ยง ผู้มาร่วมประชุมเป็นผู้ใหญ่ 102 คน ,เด็ก 18 คน , และได้มีคนรับบัพติศมา 34 คน Dr. Dunlop ได้รับการแต่งตั้งจากคณะเพรสไบทีเรียนสยามให้เป็นผู้ดูแลคริสตจักรตรัง เทศนาสั่งสอนเรื่องพระเยซู ได้เลือกชาวไทยช่วยงานคริสตจักรเป็นผู้ปกครอง (elders) 4 คน ได้แก่ Dr. L.C. Bulkey , นายจอง ,นายสุกนายตุ๋น และเลือกผู้ดูแลทรัพย์สิน 5 คน (five triestees) คือ นายสุก, นายด่วน, เถ้าแก่ลอยนายช่วย , นายพาด
1 มกราคม ค.ศ. 1912 (ศก 131 ) เริ่มมีการถือศีลระลึกถึง ความมรณาของพระเยซู ให้บัพติสมาแก่ผู้รับเชื่อและยังบัพติสมาเด็ก 9 กรกฎาคม 1912 มีการนมัสการตามบ้าน
30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 ถึง กันยายน 1920 Dr.G.P. Dunlop เป็นประธานการประชุมกรรมการและทำบันทึกของคริสตจักรเป็นภาษาอังกฤษและนายยวง (พวงภู่) เยื้อนแย้ม เป็นผู้แปล
ค.ศ. 1913 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอนุญาตให้ คริสตจักรตรังซื้อที่ดินเพื่อทำสุสานและเพื่อสร้างโบสถ์ ตัวโบสถ์ทำด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาจากสร้างบนดินที่พูนขึ้น เมื่อโบสถ์สร้างเสร็จแล้วจึงมีการใช้นมัสการแทนห้องประชุมของโรงพยาบาล บางคนเรียกว่าโรงสวดทับเที่ยง มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 53 คน มีคนจากหลายแห่งมารับเชื่อ เช่น ตำบลท้ายพรุ กันตัง , ทับเที่ยง , เขาขาว , ทุ่งสง, นาเกลือ, เขาเศษ , บ้านท่าประดู่ , นาโยง ฯลฯ
4 มิถุนายน ค.ศ. 1913 ได้จัดตั้งโรงเรียนวันอาทิตย์ (Sunday School) เพื่อศึกษาพระคัมภีร์ภายหลังการสวด Mrs. Dunlop และ Mrs. Bulkley Snyder เป็นผู้รับผิดชอบ Dr. Dunlop นอกจากดูแลคริสตจักรตรัง ท่านยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโรงเรียนรัฐบาลที่จังหวัดตรังอีกด้วย
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 มีพิธีถวายอาคารโบสถ์ถาวรของคริสตจักรตรัง มีอักษรจารึกไว้เหนือบันไดทางเข้าข้างหน้าว่า “วิหารคริสตศาสนา สร้าง ค.ศ. 1915” การฉลองวิหารทับเที่ยงมี 3 วัน คือวันที่ 28 - 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 แต่เดิมนั้นหอระฆังเป็นเพียงดาดฟ้ามีลักษณะคล้ายกับป้อมทหารสมัยโบราณ
หลังจากนั้นมีปรับปรุงใหม่ เนื่องจากระฆังที่อยู่ในหอระฆังชั้นที่สองดังก้องมากเกินไป จึงเพิ่มชั้นบนขึ้นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน
หมายเหตุ วิหารหลังนี้ซ่อมแซมครั้งสุดท้ายเมื่อ กันยายน – ตุลาคม ค.ศ. 1985 เปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่าทรงสี่เหลี่ยม กลายเป็นกระเบื้องใยสังเคราะห์ยางอัลฟัลทาสีภายนอกและภายใน เพดานบุกระเบื้องยิบซัม พื้นปูคอมปานาสีขาวครีม ต่อมา เมื่อเริ่มสร้างโบสถ์หลังใหม่ จึงเปลี่ยนกระเบื้องใยสังเคราะห์เป็นแผ่นไลสาด เพราะกระเบื้องใยสังเคราะห์เมื่อโดนแดดมาก ๆ จะบิดเสียรูปทำให้น้ำรั่วหน้าฝน และทำเวทีใหม่ลดต่ำลงมา หลังจาก การฉลองโบสถ์ถาวรในปี ค.ศ. 1915 มีผู้รับเชื่อจากที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น จากท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง บ้านนาทองหลาง บ้านหนองเทา ตำบลเมท ตำบลนาโยง บ้านเขากอบ จึงตั้งคณะธรรมกิจเพิ่มขึ้น คณะธรรมกิจจัดแบ่งเงิน ถวายเป็นสัดส่วน เพื่อใช้อย่างมีระเบียบทุกอาทิตย์ เช่น ค่าผู้รักษาโบสถ์ ค่าน้ำมันก๊าด ซื้อพระคัมภีร์ ค่ารักษาป่าช้า ค่าเช่าที่โรงสวดในตลาดและเงินใช้เบ็ดเตล็ดถ้าได้เงินมาถวายมากกว่า 11 บาท จะเป็นเงินอุดหนุนโรงเรียนคริสเตียนในจังหวัดอื่น ๆ
ค.ศ. 1915 เริ่มใช้หีบเพลง (organ) ประกอบการนมัสการ
23 มิถุนายน 1916 เริ่มมีการศึกษาพระคัมภีร์ทุกวันสะบาโต เวลา 10.00 น. และนมัสการเวลา 11.15 น.
ค.ศ. 1916 คริสเตียนจังหวัดตรังที่เริ่มมีส่วนช่วยเหลื คริสตจักรพิษณุโลกนั้น โดยเรี่ยรายทรัพย์ช่วยสร้างวิหารหลังใหม่เมืองพิษณุโลก มีการบริจาคทรัพย์ สำหรับคนอัตคัดในคริสตจักรตรังและคริสเตียนจังหวัดอื่น ๆ ด้วย
22 ตุลาคม 1916 ผู้ปกครองคริสตจักรได้เตือน ให้แต่ละครอบครัวมีพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ใหม่ (New Testament) และต่อไปผู้จะเป็นศิษย์พระเยซูทุกคนให้ซื้อพระคัมภีร์ใหม่1 เล่ม เพื่อศึกษาเป็นส่วนตัวด้วยความเพียร
1917 Dr. Dunlop ป่วยต้องให้ Dr. Wachter ทำงานแทน ทั้งด้านศาสนา และการแพทย์ Dr.Dunlop ถึงแก่กรรม ค.ศ. 1918 มีพิธีฝังศพที่สุสานคริสตจักรตรัง (ซึ่งปัจจุบันอยู่ตอนบนของสุสาน) ส่วน Mrs. Dunlop อยู่ที่ตรังคนเดียวจนถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1923 จึงกลับไปอยู่สหรัฐอเมริกาและถึงแก่กรรมที่บ้านลูกชาย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1925
สำหรับโรงสวดในตลาดยังเช่าอยู่เดือนละ 2.50 บาท และยังมีการเทศนา
พฤษภาคม ค.ศ. 1920 คริสตจักร เปลี่ยนเวลา ถือศีลมหาสนิทเป็นตอนเช้า เวลา 10.00 น.แทนตอนบ่าย ปีนี้นายเนื่อง บุญศรี และนางสาวแดง (สงวน) ลายดี รับบัพติสมา เมื่อ 8 กันยายน ท่านทั้งสองต่อมาเป็นเลขานุการของคริสตจักรตรัง
ค.ศ. 1921 Mr&Mrs. Paul Gakin ย้ายจากจังหวัดเพชรบุรีมาดูแลคริสตจักรตรัง ทั้งสองพักบ้าน Dr.G.P. Dunlop ได้แบ่งการเผยแพร่พระกิตติคุณเป็น 4 กลุ่ม คือ ทีอำเภอกันตังจังหวัดสตูล จังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต คริสเตียนจีน โดยมีกลุ่มมิชชั่นนารีจากอังกฤษดูแลอยู่
ค.ศ. 1924 ครอบครัว Bulkley ได้ย้ายจากเพชรบุรีมาอยู่ที่จังหวัดตรังอีกครั้ง ส่วนครอบครัว Knox ย้ายจากกรุงเทพฯ มาดูแลงานประกาศที่ตรัง ครอบครัว Gakin กลับไปอยู่ที่เพชรบุรี ครอบครัว Wachter กลับไปและปลดเกษียณที่สหรัฐ ปีนี้กลุ่มชาวจีนจากกรุงเทพฯ มาเช่าสถานนมัสการและห้องอ่าน ในตลาดจังหวัดตรัง
ค.ศ. 1925 คริสตจักรตรัง จัดการอบรมพระคัมภีร์สำหรับผู้หญิงมีการนมัสการอธิษฐานวันอาทิตย์รอบบ่าย ปีนี้กลุ่มประกาศชาวจีนที่จังหวัดภูเก็ตโอนมาร่วมกับจังหวัดตรัง
ค.ศ. 1929 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระบรมราชินีรำไพพรรณีทรงเสด็จประพาสจังหวัดตรัง คณะมิชชั่นนารียังมีสถานประกาศ ปีนี้ Rev.&Mrs.Landon ดูแลการประกาศระหว่างจังหวัดตรังและจังหวัดนครศรีธรรมราชรวมทั้งประกาศแก่ชาวจีนและชาวมาเลเซียด้วย
ค.ศ.1930 Rev.&charles hoch มาเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรตรังและทำหน้าที่นำนมัสการในโรงเรียนอนุกูลสตรีทับเที่ยงด้วย
ค.ศ. 1931 ครอบครัว Landon กลับไปเยี่ยมบ้านที่สหรัฐอเมริกา Dr.Bulkley ยังอยู่ที่ตรังดูแลสถานีการประกาศตรัง และยังไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรนครศรีธรรมราช ทีมประกาศจากตรังไปพม่า คริสตจักรมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 16 คน
ต่อมา 1933 ศิษยาภิบาล Hoch รับผิดชอบคริสตจักรตรังมีอาสาสมัครมาช่วยงานประกาศเพิ่มขึ้น ทำให้การประกาศของคริสตจักรตรังเจริญขึ้น
ค.ศ. 1934 คณะประกาศแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนไทย , กลุ่มคนจีน กลุ่มประกาศโดยใช้จดหมาย , กลุ่มเด็ก ๆ และกลุ่มคนหนุ่ม กลุ่มประกาศของคนไทย เจริญมากในคริสตจักรตรัง แม้ในเวลานั้นจะไม่มีศิษยาภิบาลคอยดูแลในปีนั้น แต่ขอบพระคุณพระเจ้าที่มีผู้สูงอายุในคริสตจักรดูแลแทน จำนวนสมาชิกกลุ่มเด็กๆ เพิ่มขึ้น ช่วงเวลานั้น Dr.Bulkley ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่
ค.ศ. 1935 คริสตจักรตรังได้ฉลองครบรอบ 25 ปี นับตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งในสมัยของ Dr.G.P.Dunlop และ Dr.Bulkley ซึ่งท่านทั้งสองได้เป็นกลุ่มแรกที่สถานีประกาศที่จังหวัดตรัง
ค.ศ. 1936 คริสตจักรตรังมีคณะผู้ปกครองดูแล 6 คน กลุ่มประกาศชาวจีนได้รับความช่วยเหลือให้ตั้งสถานนมัสการขึ้นบนที่ดินในที่คริสเตียนหาดใหญ่ และห้วยยอดบริจาคให้ มีผู้ประกาศ 2 คนดูแล
ค.ศ. 1937ครอบครัว Landon มีความจำเป็นต้องเดินออกไปจากจังหวัดตรัง
ปลายปี ค.ศ. 1937 คริสตจักรตรังไม่มีศิษยาภิบาล คณะธรรมกิจจึงเชิญให้ศาสนาจารย์สุข พงศ์น้อย มาเป็นศิษยาภิบาล ท่านทำงานในคริสตจักรตรังตั้งแต่ ค.ศ. 1937-1942
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสมาชิกคริสตจักรตรังไม่ใคร่มาร่วมนมัสการในโบสถ์ แม้ศิษยาภิบาลจะไปเยี่ยมเยียนสมาชิกตามบ้าน เพื่อเชิญชวนให้มาร่วมนมัสการแต่ได้รับการตอบสนองน้อยมาก ศจ.สุข จึงเริ่มอธิษฐานเดี่ยวที่โบสถ์ตรัง ทุกคืนเพื่องานของคริสตจักรตรังจนได้รับคำตอบจากพระเจ้าว่าจะส่งผู้มาร่วมงาน
เดือนธันวาคม ค.ศ. 1938 พระเจ้าทรงส่ง ดร.จอห์น ซง (Dr. John Sung) ผู้รับใช้พระเจ้าชาวจีนเดินทางเข้ามาเทศนาฟื้นฟูในประเทศไทย หลายจังหวัด เช่นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ , และจังหวัดอื่น ๆ รวมทั้งจังหวัดตรังด้วย ศจ.สุข ได้รับเชิญให้เป็นล่าม เพราะเทศนาเป็นภาษาอังกฤษ สมาชิกคริสตจักรตรังได้รับการเร้าใจจากคำเทศนา และเห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าจากนักเทศน์จีนท่านนี้ จึงมีผู้รับเชื่อเพิ่มขึ้นมากมาย กองประกาศอาสาสมัครเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้าประเทศไทยหลายจังหวัด
ประเทศไทยประกาศเป็นมิตรและมีสัมพันธ์ไมตรีกับญี่ปุ่น คริสเตียนเริ่มถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพวกฝักใฝ่ฝรั่งอเมริกันซึ่งเป็นศัตรูของญี่ปุ่น คริสเตียนที่มีความเชื่อน้อย เริ่มปฏิเสธพระเจ้า บางคนไม่กล้าแสดงตัวว่าเป็นคริสเตียน รัฐบาลได้เข้ามาควบคุม โรงเรียน และโรงพยาบาลของคณะมิชชั่นนารีและคริสตจักร
คริสเตียนคริสตจักรคลองท่อม จังหวัดกระบี่ผู้หนึ่งได้เขียนจดหมายหนุนใจ เรื่องความเชื่อถึง ศจ.สุข ด้วยเพลง “รุดหน้าไปสู้ศึกสงครามพระเยซูทรงนำ ตามไป ฯ “ ข้าราชการบางคนได้ไม่เข้าใจ ถึงเรื่องคริสต์ศาสนาคิดว่าเป็นรหัสลับของฝ่ายอเมริกัน ดังนั้น ศจ.สุข จึงได้ถูกจับกุมในข้อหาที่ว่าเป็นจารบุรุษให้กองทัพอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ศจ.สุขถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดตรัง 6 วัน และต่อมาถูกย้ายไป ขังที่เรือนจำกระบี่ถูกห้ามไม่ให้ติดต่อกับผู้ใดเป็นเวลา 33 วัน แต่หลังจากการพิพากษาจากศาลทหารเห็นว่า ศจ.สุข ไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหาจึงสั่งปล่อยตัวเป็นอิสระ
ระหว่างนั้น พวกคริสเตียนถูกข่มเหงมาก สมาชิกและเจ้าหน้าที่คริสตจักรตรังบางคนแสดงตนเป็นพุทธมามะกะที่วัด เพราะเกรงว่าจะไม่มีงานทำ ในเวลานั้นโบสถ์ของคริสตจักรตรังถูกแม่ทัพภาคที่ 4 สั่งปิดเป็นเวลาแปดเดือน ทางราชการห้ามคริสเตียนมีการประชุมใด ๆ ไม่ว่าที่ใดหรือแม้แต่ตามบ้าน ต่อมา ศจ.สุข ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เดินทางไปจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขออนุญาตเปิดใช้โบสถ์ตรังจากแม่ทัพภาคที่สี่เพื่อปฎิบัติคริสตศาสนกิจ แม่ทัพภาคที่ 4 ยอมอนุญาตให้เปิดได้
แม้ว่าเวลานั้น โรงเรียนของคริสตจักรตรังคือ โรงเรียนยุวราษฎร์วิทยา (ปัจจุบัน คือโรงเรียนตรังคริสเตียนศึกษา) และโรงพยาบาลทับเที่ยงอยู่ภายใต้การ ควบคุมของรัฐบาล ศ.จ.สุข พงศ์น้อย ยังเป็นครูใหญ่และสอนพระคำของพระเจ้าแก่นักเรียนทุกวันต่อมามีคำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการสั่งให้ทุก ๆ โรงเรียน มีโต๊ะหมู่บูชาพรเพื่อให้ครูและนักเรียนสวดมนต์ทุกวัน ศจ.สุข ไม่ยอมทำตาม เพราะขัดกับข้อห้ามของพระเจ้ารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจึงมีคำสั่งให้ถอนใบอนุญาตการเป็นครูของ ศจ.สุข พงศ์น้อย เพราะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาขั้นร้ายแรง ศจ.สุข จึงต้องลาออกจากโรงเรียนยุวราฎร์วิทยาภายใน 24 ชั่วโมงและหมดสิทธิ์การเป็นครูใหญ่ตั้งแต่บัดนั้น และทางราชการได้ให้ นายยื้อ แคนยุกต์ มาทำหน้าที่เป็นครูใหญ่แทน
ศจ.สุข ขณะที่ประจำอยู่ที่คริสตจักรตรัง ได้ทำการสอนรวีศึกษาสำหรับเด็ก ๆ ในคริสตจักรตรังเริ่มด้วยจำนวนน้อยมาก แต่ต่อมาจำนวนเด็กเพิ่มขึ้น จากการเรียนพระคัมภีร์รวมกันในโบสถ์ ซึ่งได้เน้นการเรียนพระคัมภีร์ ท่องข้อพระคัมภีร์ ร้องเพลงพระเจ้า ผู้ปกครองเห็นชอบจึงส่งเด็กมาเรียนมากขึ้น จนต้องสร้างห้องเรียนรวีวารศึกษาด้านหลังโบสถ์ 3 ห้องเรียน (ปัจจุบันรื้อไปแล้วเพราะทรุดโทรมมาก) มีครูแยกสอนตามระดับของเด็ก นับว่าเป็นการวางรากฐานการสอนรวีวารศึกษาสำหรับเด็กและวางรากฐานการศึกษาพระวจนะให้สมาชิกคริสตจักรตรัง เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ในการประกาศพระกิตติคุณได้เป็นอย่างดี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่มีมิชชั่นนารีมาประจำการที่จังหวัดตรังอีกเลย
โรงเรียนยุวราษฎร์วิทยาได้กลับมาเป็นโรงเรียนของคริสตจักรตรังตามเดิมโดยมีคณะธรรมกิจดำเนินงานโรงเรียน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่โรงพยาบาลทับเที่ยงไม่มีแพทย์ชาวอเมริกันกลับมาดำเนินงานต่อ คริสเตียนในอำเภอเมืองตรังนมัสการที่โบสถ์ทับเที่ยง แต่คริสเตียนต่างอำเภอ มีสถานนมัสการของตน เช่น อำเภอห้วยยอด อำเภอกันตัง อำเภอทุ่งสง คริสเตียนจังหวัดกระบี่นมัสการ ที่อำเภอคลองท่อม ส่วนที่จังหวัดภูเก็ตได้ไปนมัสการที่คริสตจักรท่าแครง
ตั้งแต่ ค.ศ. 1944 จนถึง ค.ศ. 1948 คริสตจักรตรังไม่มีศิษยาภิบาลดูแลคริสตจักรแต่มีคณะธรรมกิจซึ่งประกอบด้วย ผู้ปกครอง และมัคนายก นายวิลเลียม แซ่จิว (เชาวน์ชูเวชช) เป็นประธานคณะธรรมกิจ
ค.ศ. 1948 มีผู้ปกครองด้วยกัน 5 คนคือ นายวิลเลียม จิว, นายเนื่อง บุญศรี นายจำรัส จันทรดึก , นางกิมจวง เยื้อนแย้ม , นายยวง เยื้อนแย้ม และมัคนายกอีก 4 คน คือ นายชลิต ปรีชากุล ,นายชาญ สินไชย ,น.ส. จินตนา พานิชกุล และนางจารุณี แซ่โค้ว คณะธรรมกิจดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ค.ศ. 1948 จึงเชิญให้ นาย ชาลี ฮ้อก (Charles Hoch) มาเป็นศิษยาภิบาล ตามหลักเกณฑ์คริสตธรรมนูญ คือสมาชิกที่มาประชุมลงชื่อเห็นด้วย จำนวนสองในสาม มีการถวายใส่หีบเป็นเงินเดือนศิษยาภิบาล 600 บาท มีบ้านพักพร้อมน้ำ และไฟฟ้าให้ศิษยาภิบาล
10 เมษายน ค.ศ. 1948 นายกคริสตจักรภาคที่เก้า ได้ทำพิธีแต่งตั้ง นาย ชาลี ฮ้อก เป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรตรัง ผู้ซึ่งต่อมาได้รับการอบรมที่จังหวัดเชียงใหม่จนได้เป็นศาสนาจารย์ของคริสตจักร
คริสตจักรในช่วง1950 – 1983 อยู่ในการดูแลของ นายวิลเลียม เชาวน์ชูเวชช ผู้ปกครองคริสตจักรตรังเวลานั้น
ตุลาคม 1955 มีการสร้างหอรวี (หลังเก่า ) ซึ่งใช้เป็นที่เรียนรวี และการแสดงตลอดจนจัดพิธีศพ โดยมี นาย วิโรจน์ เชาวน์ชูเวชช และคุณเนื่อง บุญศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และในเวลาเดียวกันก็ได้สร้างโรงรถขึ้นหน้าโบสถ์หลังเก่าด้วย
ปลายปี 1972 ทางกรรมการโรงเรียนอนุกูลได้มอบที่ดินและอาคารบางหลังของอนุกูลเข้ามาในคริสตจักรกว้างขึ้นดังที่เป็นทุกวันนี้ ทั้งนี้ ( เพราะทางมิชชั่นนารีได้ขายที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุกูลสตรี ซึ่งเป็นโรงเรียนคริสเตียนที่มิชชั่นนารีก่อสร้างขึ้นไปสาเหตุเพราะมีนักเรียนไม่มากเพียงพอ เวลานั้นคริสเตียนจำนวนมากมายมีความรู้สึกเสียดายอาคารซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่ง ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของโรงเรียนอนุกูลสตรีมาก แต่กระนั้นก็ยังมีข้อตกลงว่าจะเหลือบางส่วนเพื่อรวมเข้ากับที่ดินของคริสตจักรตรัง
เมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1983 นายวิลเลียม เชาวน์ชูเวชช ผู้ปกครอง และ ประธานธรรมกิจ คริสตจักรตรัง ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจคริสตจักรจึงตั้งคณะกรรมการบริหารคริสตจักร จำนวน 7 คน เพื่อดำเนินงานของคริสตจักร โดยการลงคะแนนเสียงจากสมาชิก เมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1983 คณะกรรมการบริหารคริสตจักรตรังชุดแรก ได้แก่
| 1. | นายแพทย์วิสาท | เชาวน์ชูเวชช | - | ประธาน |
| 2. | นายแพทย์ไพบูลย์ | จิตต์แจ้ง | - | รองประธาน |
| 3. | นายศุภชัย | วงศ์วิวัฒน์ | - | กรรมการ |
| 4. | นางเทียมแข | เชาวน์ชูเวชช | - | กรรมการ |
| 5. | นายวินิต | อุทัยวัฒน์ | - | กรรมการ |
| 6. | นายชัชวาล | นิพัทธมานนท์ | - | กรรมการ |
| 7. | นางสุทธารัตน์ | จิตต์แจ้ง | - | เลขานุการ |
1 มิถุนายน 1983 คณะกรรมการบริหารของคริสตจักรตรังลงมติแต่งตั้ง นายสุรพล คำร้อง เป็นผู้รักษาการศิษยาภิบาล
2 ตุลาคม 1983 เริ่มสำรวจสมาชิกของคริสตจักรตรัง โดยการให้สมาชิกสมบูรณ์กรอกประวัติพร้อมติดรูปถ่ายเพื่อจะได้ทราบจำนวนสมาชิกให้เป็นปัจจุบัน
กันยายน 1984 มูลนิธิสภาคริสตจักรตรังรับโอนที่ดินที่ตั้งโบสถ์ตรัง จาก
มิชชั่นนารี
เกี่ยวกับการประกาศพระกิตติคุณ
นอกจาก ดร.จอห์น ซง ได้มาประกาศและฟื้นฟูใจครั้งใหญ่ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว คริสตจักรตรังยังได้มีการเทศนาประกาศพิเศษโดยผู้ประกาศทั้งชาวไทยและต่างประเทศเสมอมา เช่น ปลายเดือน สิงหาคม ค.ศ. 1951 อจ.พ่วง อรรฆพันธ์ และ อจ.เชื้อ ประมูลวงศ์ มาเทศนาประกาศในโบสถ์
27 มีนาคม ค.ศ. 1956 คณะกองประกาศของ ศจ. ทีแอล ออสบอร์น (T.L. Osborn) มาจังหวัดตรังพร้อมกับ ศจ.สุข พงศ์น้อย ผู้แปล คนจากที่ใกล้และไกลพากันมานั่งในสนามหลังโบสถ์ตรังก่อนเที่ยงทั้ง ๆ ที่การเทศนาจะเริ่มเวลาหกโมงเย็น ศจ.ออสบอร์น เทศนาง่าย ๆ ประกาศพระกิตติคุณและยังย้ำว่าพระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์จึงทรงทำการของพระองค์ได้เสมอ คนนั่งฟังบนสนามเงียบกริบเพื่อฟังพระกิตติคุณเป็นชั่วโมง ๆ ซึ่งไม่เคยมีภาพอย่างนั้นมาก่อน คนหลั่งไหลมาฟังข่าวประเสริฐเพิ่มขึ้นและเห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า เมื่อมีการอธิษฐานเพื่อคนป่วยคืนแล้วคืนเล่า
ผู้ที่รับการรักษาหายจากโรคได้ขึ้นเวทีเป็นพยานว่า พระเจ้าทรงกระทำอะไรแก่เขา เช่น คนหูหนวกได้ยิน คนง่อยเดินได้ คนตาบอดเห็นได้ คนโรคเรื้อนหายสะอาด คนเป็นจำนวนร้อย ๆ สารภาพบาป และรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา การประกาศข่าวประเสริฐครั้งนั้น สิ้นสุดวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1956
การประกาศพระกิตติคุณของ ศจ. ทีแอล ออสบอร์น ทำให้คริสตจักรตรังมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง มีผู้อาสาสมัครรับใช้พระเจ้าหลายคน เพราะท่านแสดงให้คนทั้งหลายตระหนักว่าพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่และทรงฤทธานุภาพตลอดกาล ฮีบรู 13:8 “พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้และเวลาวันนี้ และต่อ ๆ ไปเป็นนิจกาล”
15-24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 คณะแวนครุก มาประกาศพระกิตติคุณที่สนามกีฬาเทศบาลจังหวัดตรัง มีคนมาเป็นจำนวนพัน ๆ ทุกคืนจากอำเภอต่าง ๆ มีผู้รับเชื่อ 446 คน หายโรค 286 คน สนใจ 613 คน ประมาณ 1,000 คน มาจากอำเภอเมืองตรัง
ในต้นมีนาคม 1985 คริสตจักรตรังแบ่งสายติดตามผลด้วยความร่วมมือจากสมาชิก และคณะอนุชนทุกเสาร์ , อาทิตย์ และเมื่อทีมอาจารย์และนักศึกษา พระคริสตธรรมกรุงเทพฯ (BBC) ได้มาเยี่ยมคริสตจักรตรัง ก็ได้ร่วมติดตามผลประกาศครั้งนี้ด้วย
มักจะมีทีมประกาศออกไปตามที่ต่าง ๆ บางครั้งไปไกลถึงเกาะลันตา ทั้งที่การคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนเช่นปัจจุบัน
การประกาศพระกิตติคุณในจังหวัดตรัง ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และในบางครั้งที่มีการประกาศติดต่อกันคราวละหลาย ๆ คืน และจนถึงปัจจุบันในทุก ๆ ปี ทางคริสตจักรตรังมักจะเชิญ ศาสนาจารย์ที่รักพระเจ้ามากล่าวพระวจนะของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลคริสตมาส เช่น อ.หวางไหว ศจ.บุญครอง ปิฎิกานนท์ , ศจ.เจ ที พอลมณีคัม , ศจ.โจนส์ , ศจ.ถัง ชง หยง , ศจ.มนูญศักดิ์ กลมอมาตยกุล , ศจ.สมศักดิ์ ชูสงฆ์ , ศจ.วีรชัย โกแวร์ , ดร.เฮนรี่ ไปรเดลทอล , ศจ.คำปัน สนิท, ศจ.วิรัช โกยดุล ,ศจ.วิรัช เศรษฐโสภณกุล , ศจ.ธีระ เจนพิริยะประยูร , ศจ.ยกซู , ศจ.นิรุจน์ จันทร์ก้อน , ศจ. มาโนช แจ้งมุข , ศจ.ลิม ปวยหงี , ศจ.ทวีชัย เอื้ออริยะกุล เป็นต้น
23 -24 ธ.ค. 91 คริสตจักรตรังได้เชิญนักร้องที่เคยเป็นที่นิยม คุณ อัญชลี จงคดีกิจ มาร้องเพลงและเป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์ ในครั้งนั้น ศจ. เซ็น ดีแก้ว เป็นผู้เทศนาพระคำของพระเจ้าด้วย
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 เป็นต้นมาคริสตจักรตรังเริ่มเน้นการประกาศโดยเชิญผู้เทศนาภายในคริสตจักรเอง คือ อ.พรสรวง จิตต์แจ้ง และ อ. ธีรยุทธ ผุดวัฒน์ โดยจัดรายการทุก ๆ 2 – 3 เดือน รายการทุกครั้งจะมีการร้องเพลง การแสดงซึ่งบางครั้งก็เป็นละครบางครั้งเป็นละครใบ้ประกอบดนตรีเพื่อใช้เป็นสื่อในการประกาศ มีเพลงพิเศษ และอาหารว่างซึ่งจัดโดยคณะสตรีจุดประสงค์ก็เพื่อใช้เวลาอาหารว่างได้พูดคุยกับ คนที่เข้ามาใหม่และสนใจเรื่องพระเจ้า
ในเทศกาลคริสตมาสทุก ๆ ปี คริสตจักรตรังจัดให้มีการประกาศพระกิตติคุณและสื่อที่ใช้ในการนำคนมาคือเพลงประสานเสียงของคณะนักร้องคริสตจักรตรัง
ในปัจจุบันการประกาศจะเน้นสายสัมพันธ์คือการให้เพื่อนบอกเพื่อน ญาติบอกญาติถึงความจริงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิต (เพราะพวกเราคริสเตียนเป็นเหมือนตัวหนังสือที่ทำให้คนอื่นเห็นพระคริสต์พระเจ้าของเรา 2 คร. 3:3 ) เพราะว่าชีวิตคริสเตียนเป็นคำพยานที่ดีที่สุด
ส่วนการประกาศในรูปแบบเทศนายังคงมีประจำทุกสองหรือสามเดือน และในแต่ละปีคริสตจักรตรังก็ยังคงเชิญวิทยากรมาเทศนาประกาศเป็นประจำ
เกี่ยวกับกลุ่มต่าง ๆ ในคริสตจักรตรัง
1.กลุ่มสตรี
ความจริงกลุ่มสตรีมีบทบาทมานานแล้วอาจจะเรียกได้ว่าเป็นกุล่ม หลักของคริสตจักรก็ว่าได้ เมื่อก่อนกลุ่มสตรีคริสตจักรตรังถูกเรียกว่า “กลุ่มแม่บ้าน” เพราะนอกจากออกไปเยี่ยมเยียนแล้วยังมีการประชุมใหญ่ตามบ้านต่าง ๆ เป็นประจำ (ในการประชุมใหญ่ตามบ้านจะเชิญสมาชิกในคริสตจักรไปร่วม และมีการเลี้ยงอาหารหลังเลิกนมัสการ)
ต่อมาระยะหลังพันธกิจการรับใช้ของคณะสตรีที่ยังคงเหลือเป็นหลักก็ คือ การประชุมประจำเดือน การออกไปเยี่ยมตามบ้าน ส่วนการประชุมใหญ่ตามบ้านลดลงเพราะจำนวนบ้านสมาชิกซึ่งเพิ่มขึ้น ประกอบกับคริสตจักรตรังตั้งเป็นภาคที่ 17 ภารกิจการเยี่ยมคริสตจักรลูกจึงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
งานที่คณะสตรีช่วยมากอีกประการหนึ่ง คือเรื่องอาหารในงานเลี้ยงต่างๆ ขอขอบพระคุณพระเจ้าที่คณะสตรีคริสตจักรมีคณะแม่ครัวที่มีฝีมือดี ๆ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งคริสตจักรทำให้การประชุมทุกครั้งมีสีสันเสมอมา
2.กลุ่มอนุชน
คริสตจักรตรังมีคณะอนุชนเรียกชื่อว่า “คริสเตียนอุตสาหกิจ” (Christain Endeavour) สมาชิกประกอบไปด้วยนักเรียนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นอกจากคณะอนุชนจะร่วมงานปรนนิบัติพระเจ้าที่คริสตจักรตรังแล้ว สมาชิกที่ได้ไปศึกษาในกรุงเทพฯ ตั้งชื่อว่า “ซีอี กลาง” สมาชิก ซีอีกลาง ส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ มีการพบปะประชุมนมัสการทุกตอนบ่ายวันอาทิตย์ ที่คริสตจักรที่สี่สืบสัมพันธสงศ์ เป็นเวลาหลายปี ต่อมาจึงย้ายไปประชุมที่คริสตจักรที่สองสามย่าน
คริสเตียน ซี อี กลาง (Central Christain Endeavour) นอกจากนมัสการร่วมกันแล้ว ยังมีการฝึกเพลงพิเศษประสานเสียง เพื่อไปร่วมรายการนมัสการในคริสตจักรต่าง ๆ ในกรุงเทพ ฯ และคริสตจักรสำเหร่ จนเป็นที่ยอมรับความสามารถจากคริสตจักต่าง ๆ โดยเฉพาะในเทศกาลพิเศษต่าง ๆ คณะคริสเตียนอุตสาหกิจช่วยให้นักศึกษาหนุ่มสาวพบปะกัน สร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์ และฝึกฝนการเป็นผู้นำและผู้ตามอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ฝึกให้ออกความคิดเห็นในการปรึกษาหารืองานศาสนา ฝึกกล่าวพระคำในที่ประชุม ฝึกการรับใช้คริสเตียนอื่น ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ทำให้แต่ละคนเติบโตช่วยงานในคริสตจักรต่าง ๆ และสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นนายแพทย์พิพัฒน์ ตรังรัฐพิธ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุค จังหวัดเชียงรายและโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน นายแพทย์วิสาท เชาวน์ชูเวชช ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงานคริสตจักรภาคที่ 17 และประธานคณะกรรมการบริหารคริสตจักรตรังในปัจจุบัน นายพิสูจน์ ตรังรัฐพิธ เป็นผู้ปกครองคริสตจักรแห่งหนึ่งที่จังหวัดกรุงเทพ ฯ นายแพทย์ไพบูลย์ จิตต์แจ้ง เป็นผู้เล่นดนตรีและสอนเพลงในคริสตจักรตรัง และปัจจุบันเป็นผู้ร่วมงานกับคณะบุรุษคริสเตียนตรัง ไปเยี่ยมเยียนและเทศนาคริสตจักรชนบทในคริสตจักรภาคที่ 17 เดือนละ 4 แห่ง นางสุทธารัตน์ (พงศ์น้อย) จิตต์แจ้ง อดีตผู้จัดการ – ครูใหญ่ รร.ตรังคริสเตียนศึกษา ปัจจุบันเป็นประธานแผนกคริสเตียนศึกษาของภาคที่ 17 และของคริสตจักรตรัง นางรัชนี (พันภูพงศ์) เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย
ปัจจุบันคริสตจักรตรังยังคงมีคณะอนุชน ซึ่งจะมีสามัคคีธรรมร่วมกันทุกบ่าย วันอาทิตย์เวลา 13.00 – 17.00 น. แต่จะจำกัดขอบเขตคณะอนุชนลงไป กล่าวคือ คณะอนุชนจะประกอบด้วย อนุชนรุ่นใหญ่ซึ่งเป็นพวกที่กำลังศึกษาในระดับต่าง ๆ ส่วนใหญ่กำลังเรียนชั้นมัธยมต้น , มัธยมปลายและอาชีวศึกษา โดยมีพี่ ๆ ซึ่งเพิ่งจบการศึกษาในสถาบันต่างและกลับมาทำงานที่จังหวัดตรังเป็นผู้นำ
กิจกรรมหลักของคณะอนุชนคือการนมัสการ การซ้อมเพลงพิเศษ การเลี้ยงดู ฟูมฟักกันและกัน (พี่เลี้ยง) การนมัสการนอกสถานที่ เป็นต้น
3.กลุ่มบุรุษ กลุ่มบุรุษเริ่มก่อตั้งปี 1984 คุณศุภชัย วงศ์วิวัฒน์เป็นประธานกลุ่มคนแรก กลุ่มบุรุษก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรวมตัวกันกระทำพันธกิจในการเยี่ยมเยียนบุรุษด้วยกัน รวมถึงการออกไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรรอบนอกเป็นหลัก กลุ่มบุรุษ มักจะเป็นเบื้องหลังงานต่าง ๆ เสมอ เช่นการจัดสถานที่ การรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกขณะมีงาน แม้กลุ่มบุรุษมีเพียงจำนวนน้อยแต่กลุ่มบุรุษก็เป็นกลุ่มที่มีพลังเสมอ
4.กลุ่มยังโปร หรือกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน (Young Professional) เมื่ออนุชนของคริสตจักรตรังมีจำนวนหนึ่งสำเร็จการศึกษา เริ่มกลับมาทำงานในจังหวัดตรัง ได้มีส่วนร่วมในการดูแลงานอนุชนของคริสตจักร บ้างเป็นกรรมการเป็นพี่เลี้ยงเสริมสร้างให้อนุชนขณะนั้นเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ
จนกระทั่ง ปี 1997 ก็ถึงเวลาของพระเจ้า อนุชนจำนวนหนึ่งได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น (อนุชนกลุ่มนี้อายุระหว่าง 20 -35 ปี ) เริ่มต้องการที่จะรวมตัวขึ้นเป็นกลุ่มด้วยจุดมุ่งหมายเป็นกลุ่มที่รับใช้พระเจ้าอย่างเต็มกำลังพร้อมกับการทำงานในวิชาชีพอย่างเต็มที่เช่นกัน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับอนุชนรุ่นต่อไปเพื่อเมื่ออนุชนเหล่านั้น สำเร็จการศึกษาแล้วจะมีภาระใจกลับมารับใช้พระเจ้าในคริสตจักรต่อไป เพราะพี่ ๆ เป็นแบบอย่างต่อไป
กลุ่มนี้ใช้ชื่อว่า “ยังโปร” (Young Professional) กลุ่มนี้เริ่มต้นด้วยสมาชิกประมาณ 12 คน กลุ่มยังโปรมีสามัคคีธรรมทุกบ่ายวันอาทิตย์ร่วมนมัสการพระเจ้าแบ่งปันพระคำ เป็นพยานหนุนน้ำใจ จากนั้นกลุ่มยังโปรจะออกไปเยี่ยมเยียนพี่น้องในคริสตจักรที่เจ็บป่วย หรือหนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจให้เข้มแข็งพึ่งพาพระเจ้าต่อไป
5. กลุ่มอาชีพ กลุ่มอาชีพเริ่มก่อตั้งเมื่อ 1994 เนื่องจากพื้นฐานของสมาชิกหลายคนนั้น ไม่กล้าเข้าร่วมกลุ่มกับคณะสตรี เพราะรู้สึกว่าในคณะสตรีมีผู้อาวุโสมากเกินไป และไม่กล้าเข้าคณะอนุชนเพราะเห็นว่าคณะอนุชนนั้นเด็กเกินไป อ.พรสรวง จิตต์แจ้ง จึงได้รวม กลุ่มคนวัย 25-35 ปี ขึ้น เรียกว่า กลุ่มอาชีพ เวลานั้นได้เริ่มประชุมกันในห้องเรียนรวีที่หอวรีวารศึกษาหลังเก่า โดยมีกิจกรรมหลักคือ การนมัสการพระเจ้าและการเยี่ยมเยียนสมาชิกที่หลงหายเจ็บป่วยและคนสนใจโดยใช้เวลา 13.00-15.00 น. ของวันอาทิตย์และยังคงทำจนทุกวันนี้ ซึ่งในปัจจุบันนี้กลุ่มอาชีพได้ยกเลิกไปรวมกับคณะสตรี