คริสเตียนกับการชมภาพยนตร์
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ภาพยนตร์กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่มีอยู่คู่กับชีวิตคนในสังคมปัจจุบัน คำกล่าวดังกล่าวคงไม่เกิน
ความเป็นจริง เพราะในปัจจุบัน กิจกรรมยามว่างยอดนิยมของคนในยุคนี้คือ การชมภาพยนตร์ สิ่งนี้ไม่ยกเว้นแม้แต่คริส
เตียน เราพบว่าการับชมภาพยนตร์สามารถรับชมได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะโดยชมที่โรงภาพยนตร์ซึ่งมีการปรับปรุง
ให้ทันสมัยและสะดวกสบายเพื่อดึงดูดผู้คน หรือจะโดยการรับชมตามบ้านผ่านเครื่องเล่น VCD หรือ DVD
ภาพยนตร์ในปัจจุบันก็มีหลากหลายลักษณะ ซึ่งแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น แนวตลกขบขัน แนวอาชญากรรม
สืบสวนสอบสวน เนื้อหาแนววิทยาศาสตร์(Sci-fi) แนวไสยศาสตร์ เวทมนตร์คาถา ภูตผีปีศาจ แนวเนื้อหาสะท้อนชีวิตจริง
หรือมีเบื้องหลังมาจากประวัติศาสตร์ แนวชีวิต แนวการ์ตูน เป็นต้น
ความคิดเห็นในแวดวงคริสเตียนเกี่ยวกับการชมภาพยนตร์ต่างมีความคิดที่แตกต่างกัน บ้างก็ว่าไม่ควรดูเลย
เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ดี บ้างก็ว่าดูได้เพราะจะทำให้เรารู้จักคนในโลกนี้ อันจะเอื้อประโยชน์ในการสื่อสารพระกิตติคุณของ
พระเจ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงขอหยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยเพื่อให้ได้แนวความคิดเกี่ยวกับประเด็นนี้
ทัศนะหรือมุมมองของคนทั่วไป
ทัศนะของคนที่มีมุมมองแง่บวกต่อการชมภาพยนตร์
คนกลุ่มนี้มักจะเลือกชมภาพยนตร์ที่ตนเองสนใจ แต่ไม่ถึงขั้นติดงอมแงมหรือคลั่งไคล้ โดยพวกเขามองเป็นสิ่งที่
คุ้มค่ากับให้การเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเพื่อแลกกับความบันเทิงให้แก่ชีวิต
ทัศนะของคนที่มีมุมมองแง่ลบต่อการชมภาพยนตร์
คนกลุ่มนี้มองว่าการชมภาพยนตร์เป็นเรื่องเสียเวลา หรือคิดว่าภาพยนตร์ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องไร้สาระหรืออาจ
สอดแทรกค่านิยมความคิดที่ไม่ดีหรือความรุนแรงลงไปเสมอ
ทัศนะของคนที่มีมุมมองเป็นกลางต่อการชมภาพยนตร์
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ให้ความสนใจกับการชมภาพยนตร์แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแง่ลบต่อการชมหรือคนที่ชอบชมภาพยนตร์ ถ้าให้
ดูก็ได้ แต่ไม่ได้เป็นความปรารถนาส่วนตัว
ทัศนะของคนที่มีมุมมองที่คลั่งไคล้ต่อการชมภาพยนตร์
คนกลุ่มนี้จะชื่นชอบการชมภาพยนตร์อย่างมาก โดยมักมองว่างานภาพยนตร์เป็นงานศิลปะที่มีคุณค่า พวกเขาจะ
ให้ยินดีสละเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่เพื่อการชมภาพยนตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่มีจุดขายดี ๆ คนกลุ่มนี้มีทั้งที่ชอบดู
ภาพยนตร์ทุกแนว จนไปถึงเฉพาะบางแนวเท่านั้นที่จะดู
สิ่งดีที่อาจได้รับจากการชมภาพยนตร์
ได้รับความบันเทิงและผ่อนคลายความตึงเครียด
เป็นวัตถุประสงค์หลักของคนส่วนใหญ่ โดยภาพยนตร์ที่สร้างความบันเทิงนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละ
บุคคล บางคนรู้สึกชอบภาพยนตร์แนวผจญภัย หรือชอบแนวตลกขำขัน หรือชอบแนวจินตนาการช่างฝัน อย่างไรก็ตาม
ผลดีดังกล่าวเกิดขึ้นต่อสภาวะทางอารมณ์เป็นหลัก
ได้รับการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น
ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง การลงทุนสร้างเทคนิคพิเศษหรือผลิตภาพยนตร์ที่มีความน่าสนใจและน่า
ตื่นตาตื่นใจมากขึ้น การชมภาพยนตร์จึงเป็นโอกาสที่ให้ผู้ชมได้พบได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากสังคมที่เขาอยู่ อันเป็น
การนำคนออกจากกรอบความคิดแบบเดิม ๆ นอกจากนี้ แนวความคิดที่ภาพยนตร์นำเสนอก็อาจเป็นสิ่งที่จุดประกายหรือ
ปลูกฝังความคิดใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์บางอย่างอันทำให้ผู้ชมมองโลกได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น__
ได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษา
ภาพยนตร์ส่วนใหญ่มาจากประเทศทางตะวันตกซึ่งอาจช่วยให้เราสามารถฝึกการฟังหรือการใช้สำเนียงที่ถูกต้อง
ในการสนทนาภาษาอังกฤษ
สิ่งไม่ดีที่อาจได้รับจากการชมภาพยนตร์
ได้รับทัศนคติ ค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง
ผู้สร้างภาพยนตร์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นผลตอบแทนทางธุรกิจเป็นหลัก ดังนั้น ภาพยนตร์ที่ผลิตออกมาจึงต้องเป็น
แนวทางที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เป็นผู้บริโภค เช่น เป็นภาพยนตร์ผี หรือเนื้อหาที่รุนแรงทั้งในเรื่องเพศ
และการต่อสู้ นอกจากนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่ในภาพยนตร์ยังอาจแฝงค่านิยมทัศนคติที่ไม่ถูกต้องตามหลักการพระคัมภีร์ไว้
ด้วย
ได้รับข้อมูลที่ไม่เป็นจริงหรือไม่ครบถ้วน
โลกภาพยนตร์เป็นโลกมายา คือ เป็นการสร้างเรื่องหรือปรับแต่งให้เรื่องนั้นมีความน่าสนใจหรือน่าดึงดูด บางครั้ง
เพิ่มเติมเนื้อหาให้เกินจริง หรือสร้างเนื้อหาตามจินตนาการของผู้เขียนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเรื่องที่ใกล้เคียงความจริง
จนยากที่จะแยกแยะ เช่น การแทรกความคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง หรือกล่าวถึงเนื้อหาความเชื่ออื่นที่ไม่
ตรงกับพระคัมภีร์ การนำเสนอเรื่องดังกล่าวอาจทำให้ผู้ชมหลงเชื่อว่าสิ่งนี้ดีหรือเป็นจริงได้ จนนำมาเลียนแบบในชีวิตจริง
ถูกกระตุ้นให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่ดีจากเนื้อหาของภาพยนตร์
มนุษย์เรียนรู้ผ่านทางการมองเห็นได้ง่ายและเร็วกว่าการฟังหรือประสาทสัมผัสอื่นๆ ภาพยนตร์ซึ่งมีทั้งภาพและ
เสียงย่อมเป็นสื่อที่ประสิทธิภาพต่อการรับรู้ของมนุษย์แน่นอน ดังนั้น หากอารมณ์และจิตใจของผู้ชมที่ถูกกระตุ้นจากสิ่งที่ไม่
ดีในภาพยนตร์ สิ่งนั้นย่อมฝังลึกลงไปในจิตใจได้ง่าย เช่น บางคนสลดหดหู่ใจอย่างมากหลังจากชมภาพยนตร์ บางคนวิตก
หรือหวาดกลัวสิ่งต่าง ๆ กลายเป็นคนขวัญอ่อนหลังจากชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องผี บางคนถูกล่อลวงด้วยภาพทางเพศ
ทำให้ทำผิดบาป เป็นต้น
สิ้นเปลืองเวลาและเงิน หากไม่ได้วางแผนหรือจัดสรรเวลาหรือเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
นักเรียนบางคนใช้เวลาในการอ่านหนังสือหรือเรียนหนังสือไปชมภาพยนตร์ ซึ่งมีผลทำให้สอบตกหรือเรียนไม่จบ
หรือบางคนมีค่าใช้จ่ายจำกัดอยู่แล้วแต่ยังนำเงินไปจ่ายค่าชมภาพยนตร์ทำให้ไม่มีเงินซื้อสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นเช่น หนังสือ ค่า
เทอม หรือคนทำงานบางคนดูภาพยนตร์เยอะมากจนไม่มีเวลาคิดงาน ทำงาน ในที่สุด งานก็ไม่เสร็จ
แนวความคิดพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการชมภาพยนตร์
ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่า ภาพยนตร์ก็มีทั้งสิ่งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและท่าทีในการรับชมของเรา ซึ่งแม้ใน
พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงการชมภาพยนตร์โดยตรง แต่เราสามารถนำหลักการเรื่องอื่น ๆ ในพระคัมภีร์มาใช้พิจารณาและ
เป็นกรอบความคิดที่ดีให้เราได้
การพักผ่อนหรือผ่อนคลายความตึงเครียดเป็นสิ่งที่อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าแต่ยังต้องอยู่ผ่านใต้กรอบและวิธีการอัน
ชอบธรรม
การพักผ่อนเป็นสิ่งดี แต่การพักผ่อนนั้นไม่ควรเป็นการพักผ่อนเพื่อพักผ่อน แต่ควรเป็นการพักผ่อนเพื่อจะ
สามารถทำงานหรือทำสิ่งดีต่อไปได้มากขึ้น ดังที่พระเจ้ากำหนดให้มีวันสะบาโตไว้สำหรับการพักสงบทั้งในฝ่ายร่างกายและ
จิตวิญญาณเพื่อมานมัสการพระเจ้าและรับการอวยพรจากพระองค์ (อพย.20:11; 23:12) อย่างไรก็ตาม วิธีการพักก็ต้อง
ถูกต้องชอบธรรมและไม่บั่นทอนจิตวิญญาณ ดังนั้น การเลือกชมภาพยนตร์__
พระเจ้าปรารถนาให้เรารู้จักพิจารณาและแยกแยะสิ่งต่างของโลกรวมถึงการเลือกชมภาพยนตร์
พระคัมภีร์กล่าวว่าให้เราระมัดระวังในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ เพื่อเราจะหลงหรือถดถอยไปจากทางของพระเจ้า
(คส.2:8) หลักการสำคัญในการพิจารณาเลือกชมภาพยนตร์คือ เรื่องนั้นเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราหรือบั่นทอนชีวิตของ
เราหรือไม่ หรือเป็นเหตุให้พี่น้องหรือผู้อื่นสะดุดหรือไม่ ถ้าใช่เราก็ไม่ควรชมและหลีกเหลี่ยง รวมทั้งช่วยเตือนคนอื่นด้วย
พระเจ้าปรารถนาให้เราเรียนรู้และพัฒนาตนเองโดยมิได้ปฏิเสธความรู้ต่าง ๆ ในโลก
การฝึกทางกายนั้นก็เป็นประโยชน์อยู่บ้าง แสดงว่า ความรู้ต่าง ๆ ในโลกก็มีประโยชน์ในระดับหนึ่ง การเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองผ่านภาพยนตร์ก็ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรยกเหตุผลนี้เป็นเหตุผลจอมปลอมเพื่อ
ตอบสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อเราแน่ในระยะยาว
พระเจ้าเตือนไม่ให้เรานำตนเองเข้าสู่การทดลอง
ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีเนื้อหาและภาพที่อาจนำเราไปสู่การทดลอง แม้ว่าภาพยนตร์จะมีมาตรการควบคุม
ผ่านการกำหนดเรทของเนื้อหาว่า เนื้อหาภาพยนตร์เรื่องนี้ควรมีผู้ปกครองช่วยให้คำแนะนำแก่เยาวชนที่กำลังชม แต่
บางครั้งภาพที่ไม่ดีก็อาจหลุดรอดเข้ามาได้บ้าง ดังนั้น ดีที่สุด คือ การระมัดระวังไว้ก่อนหรือป้องกันตนเองไว้ก่อน (มธ.6:13)
และควรปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้แก่เยาวชนในการเลือกชมภาพยนตร์ด้วยการสอนสิ่งต่าง ๆ ในขณะที่เด็กกำลังชมอยู่
(สภษ.22:6)
พระเจ้าสอนไม่ให้เรารักโลกหรือสิ่งต่าง ๆ ในโลก
เราต้องระวังไม่ให้ใจของเรารักภาพยนตร์มากกว่าความจริงของพระเจ้า หรือมีพฤติกรรมรักความสนุกยิ่งกว่ารัก
พระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้เตือนไว้ว่าจะเป็นจิตใจของคนในยุคสุดท้าย อันจะมีทำให้คน ๆ นั้นปฏิเสธพระเจ้าและ
ความจริงของพระองค์ในที่สุด (2 ทธ.3:1-4; 1 ยน.2:15)
พระเจ้าปรารถนาให้เราระมัดระวังชีวิตที่จะไม่ทำให้คนอื่นสะดุด
พระเจ้าออกแบบให้คริสเตียนอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเพื่อหนุนจิตชูใจกันและกันในการดำเนินชีวิตติดตามพระเจ้า
(1 คร.8:12) นอกจากนี้ พระองค์ทรงปรารถนาให้คริสเตียนดำเนินชีวิตที่มีเอกลักษณ์ที่ดี คือ เป็นเหมือนเกลือและแสง
สว่างต่อคนในสังคม (มธ.5:13-16) ดังนั้น การตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์ที่ไม่ดีหรืออาจทำให้พี่น้องบางคนสะดุด เราก็ไม่
ควรชมภาพยนตร์เรื่องนั้นหรือการมีพฤติกรรมชวนคนไปชมภาพยนตร์เป็นประจำ แทนที่จะเลือกทำกิจกรรมอื่นที่เสริมสร้าง
ความเชื่อ นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร หากเราจะตัดสินใจเลือกทำสิ่งใด เราควรเลือกทำกิจกรรมที่เสริมสร้างพี่น้องด้วย
ข้อแนะนำในการชมภาพยนตร์ในภาคปฏิบัติ
1. ก่อนจะตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์ควรปรึกษาผู้ใหญ่หรือผู้นำในคริสตจักร
2. บริหารเวลาและค่าใช้จ่ายเสมอในการตัดสินใจชมภาพยนตร์
3. ใช้วิจารณญาณตามหลักการพระคัมภีร์เสมอในการชมภาพยนตร์
4. พึงระวังไม่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดหรือสะดุดจากการชมภาพยนตร์
5. หลีกเหลี่ยงและแนะนำผู้อื่นจากการชมภาพยนตร์ที่ไม่เป็นประโยชน์
สรุป
การเลือกชมภาพยนตร์สำหรับคริสเตียนนั้นควรกระทำด้วยการใช้วิจารณญาณตามหลักการพระคัมภีร์ โดย
ตระหนักว่าภาพยนตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตเพื่อเสริมสร้างความเชื่อคริสเตียนโดยตรง แต่มุ่งเน้นความบันเทิงและกำไรเป็น
ส่วนใหญ่ ดังนั้น คริสเตียนไม่ควรให้ความสนใจกับการชมภาพยนตร์มากนัก เพราะไม่เพียงแต่ทำให้เราใช้เงินอย่างไม่
คุ้มค่าแล้ว ยังอาจทำให้เสียเวลาในการทำสิ่งที่คุณค่าต่ออาณาจักรพระเจ้า และทำให้คนอื่นสะดุดกับพฤติกรรมการเลือกชม
ภาพยนตร์ของเราด้วย
|